ข้อบังคับของอัยการสูงสุด
ว่าด้วยการขออนุญาตฟ้องและการอนุญาตฟ้องคดีอาญา
ที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแขวง
พ.ศ. ๒๕๕๙
-------------------------
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงข้อบังคับของอัยการสูงสุดว่าด้วยการขออนุญาตฟ้อง พ.ศ. ๒๕๕๖ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง ซึ่งได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมให้การขออนุญาตฟ้องและการอนุญาตฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแขวงซึ่งไม่สามารถยื่นฟ้องต่อศาลได้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด จะต้องได้รับอนุญาตจากอัยการสูงสุดหรือพนักงานอัยการผู้มีตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีอัยการหรืออธิบดีอัยการภาคซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมาย
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๕๘ และมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. ๒๔๙๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๕๖ อัยการสูงสุดจึงออกข้อบังคับ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า “ข้อบังคับของอัยการสูงสุดว่าด้วยการขออนุญาตฟ้องและการอนุญาตฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแขวง พ.ศ. ๒๕๕๙”
ข้อ ๒ ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ ๓ ให้ยกเลิกข้อบังคับของอัยการสูงสุดว่าด้วยการขออนุญาตฟ้อง พ.ศ. ๒๕๕๖
ข้อ ๔ ในข้อบังคับนี้
“ผู้อนุญาต” หมายความว่า อัยการสูงสุดหรือพนักงานอัยการผู้มีตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีอัยการหรืออธิบดีอัยการภาคซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมาย
ข้อ ๕ อัยการสูงสุดมีอำนาจตีความและวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อบังคับนี้
ข้อ ๖ อัยการสูงสุดเป็นผู้รักษาการตามข้อบังคับนี้ และมีอำนาจออกระเบียบ ประกาศ คำสั่ง หลักเกณฑ์และวิธีการเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามข้อบังคับนี้
บรรดาระเบียบ หลักปฏิบัติราชการและคำสั่งอื่นใดซึ่งขัดหรือแย้งกับข้อบังคับนี้ ให้ใช้ข้อบังคับนี้แทน
หมวด ๑
หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาตฟ้อง
-------------------------
ข้อ ๗ การฟ้องคดีต่อไปนี้ หากไม่สามารถยื่นฟ้องต่อศาลได้ทันภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด พนักงานอัยการจะต้องดำเนินการขออนุญาตฟ้อง
(๑) คดีที่นิติบุคคลเป็นผู้ต้องหา และพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาแล้ว
(๒) คดีที่มีการจับตัวผู้ต้องหา หรือไม่มีการจับตัวผู้ต้องหาแต่พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาแก่ผู้ต้องหาแล้ว
(๓) คดีที่ผู้ต้องหาถูกคุมขังในคดีอื่นและพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาที่อยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแขวงแก่ผู้ต้องหาแล้ว
ข้อ ๘ คดีที่ต้องขออนุญาตฟ้อง ให้พนักงานสอบสวนทำเป็นรูปสำนวนการสอบสวนโดยให้ระบุสาเหตุที่ไม่ได้ขอผัดฟ้องหรือเหตุที่ขาดผัดฟ้องไว้ในสำนวนการสอบสวน และต้องส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมสำนวน เว้นแต่ผู้ต้องหาซึ่งถูกแจ้งข้อหาได้หลบหนีไปหรือผู้ต้องหาถูกคุมขังในคดีอื่น
การรับสำนวนการสอบสวนดังกล่าวตามวรรคหนึ่ง ให้ลงสารบบตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด
ในกรณีปรากฏตัวผู้ต้องหาส่งมาพร้อมสำนวนการสอบสวน ให้ทำบันทึกแจ้งวันนัดให้ผู้ต้องหามาพบพนักงานอัยการเพื่อฟังคำสั่งของพนักงานอัยการ ตามแบบพิมพ์บันทึกรับทราบวันนัดที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนดด้วย
ข้อ ๙ การทำความเห็นและคำสั่งในสำนวนการสอบสวนที่ต้องขออนุญาตฟ้อง ต้องปรากฏข้อเท็จจริงพอสมควร ปรับบทกฎหมายและฐานความผิด พร้อมทั้งมีคำสั่งฟ้องให้ชัดเจน ตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ
ข้อ ๑๐ การขออนุญาตฟ้อง ให้พนักงานอัยการผู้ขออนุญาตทำเป็นหนังสือระบุรายละเอียดให้ชัดแจ้งว่า ขออนุญาตฟ้องผู้ต้องหาผู้ใดในความผิดฐานใด ทั้งนี้ โดยให้ระบุชื่อผู้ต้องหาที่มีคำสั่งฟ้องและขออนุญาตฟ้องทุกคนในความผิดฐานใดให้ตรงกับความเห็นและคำสั่งในสำนวนการสอบสวนแล้วให้ส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นและคำสั่งไปยังผู้อนุญาตเพื่อขออนุญาตฟ้อง
หนังสือขออนุญาตฟ้องตามวรรคหนึ่ง ให้ทำเป็นรายสำนวนและระบุสาเหตุที่พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่ได้ขอผัดฟ้องผู้ต้องหาหรือขาดผัดฟ้องผู้ต้องหา พร้อมรายละเอียดที่จำเป็นอื่น ๆ ให้ปรากฏในหนังสือขออนุญาตฟ้องด้วย
ข้อ ๑๑ ก่อนส่งสำนวนการสอบสวนเพื่อขออนุญาตฟ้อง หากพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาบางคนหรือบางข้อหาหรือมีความเห็นแย้งกับพนักงานสอบสวน จะต้องดำเนินการให้การสั่งคดีเป็นที่ยุติเสียก่อน เว้นแต่คดีจะขาดอายุความหรือมีเหตุจำเป็นจะต้องรีบฟ้อง
ในกรณีที่พนักงานอัยการเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาในความผิดฐานอื่นต่างจากความเห็นของพนักงานสอบสวน ก่อนสั่งคดีให้พนักงานอัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการในเรื่องการแจ้งข้อหาให้ครบถ้วนเสียก่อน
หมวด ๒
หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการอนุญาตฟ้อง
-------------------------
ข้อ ๑๒ การทำสำนวนขออนุญาตฟ้อง ให้ทำเป็นสำนวนแยกต่างหากจากสำนวนการสอบสวนที่ส่งมาขออนุญาตฟ้อง เพื่อเสนอผู้อนุญาตพิจารณา
สำนวนขออนุญาตฟ้องตามวรรคหนึ่ง ให้ลงสารบบตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดกำหนด
ข้อ ๑๓ ในการอนุญาตฟ้อง ให้พิจารณาข้อเท็จจริง ข้อหา พยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนและเงื่อนไขระงับคดี ตามกฎหมายและระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการประกอบ รวมทั้งให้คำนึงถึงการปฏิบัติงานของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ หลักการอำนวยความยุติธรรม และการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนประกอบการพิจารณาด้วย
ข้อ ๑๔ ในกรณีที่ผู้อนุญาตพิจารณาแล้วเห็นว่า สำนวนการสอบสวนที่ส่งมาขออนุญาตฟ้องยังต้องมีการดำเนินการเพิ่มเติมอื่นใดเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาอนุญาตฟ้อง ให้ผู้อนุญาตสั่งให้พนักงานอัยการผู้ขออนุญาตดำเนินการตามที่ผู้อนุญาตเห็นสมควร
ในกรณีปรากฏเงื่อนไขระงับคดี ให้ผู้อนุญาตพิจารณาสั่งยุติการดำเนินคดีตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ
ข้อ ๑๕ ให้ผู้อนุญาตมีคำสั่งในสำนวนขออนุญาตฟ้อง และในกรณีที่อนุญาตให้ฟ้องให้ส่งหนังสืออนุญาตฟ้องพร้อมสำนวนการสอบสวนคืนไปยังสำนักงานอัยการที่ขออนุญาตฟ้องโดยเร็ว
หนังสืออนุญาตฟ้องตามวรรคหนึ่ง ให้ระบุชื่อผู้ต้องหาทุกคนและความผิดทุกฐานที่อนุญาตให้ฟ้อง
ข้อ ๑๖ ให้ผู้อนุญาตที่เป็นพนักงานอัยการผู้มีตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีอัยการหรืออธิบดีอัยการภาคซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมาย รายงานผลการดำเนินการในการอนุญาตฟ้องให้อัยการสูงสุดทราบตามที่อัยการสูงสุดกำหนด
ข้อ ๑๗ ในกรณีที่ผู้อนุญาตเป็นพนักงานอัยการผู้มีตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีอัยการหรืออธิบดีอัยการภาคซึ่งอัยการสูงสุดมอบหมายพิจารณาแล้วเห็นว่า มีเหตุอันควรไม่อนุญาตให้ฟ้องทั้งหมดหรือไม่อนุญาตให้ฟ้องผู้ต้องหาบางคนหรือบางฐานความผิดตามที่ขออนุญาตฟ้อง ให้ผู้อนุญาตดังกล่าวเสนอความเห็นพร้อมสำนวนต่ออัยการสูงสุดพิจารณาสั่งต่อไป
ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฟ้อง ให้สำนักงานอัยการที่ขออนุญาตฟ้องแจ้งให้พนักงานสอบสวนทราบโดยเร็ว โดยให้แจ้งเหตุผลโดยย่อที่อัยการสูงสุดไม่อนุญาตให้ฟ้อง
หมวด ๓
การฟ้องคดี และการจัดการให้ได้ตัวผู้ต้องหามาฟ้อง
-------------------------
ข้อ ๑๘ การยื่นฟ้องคดีที่ได้รับอนุญาตให้ฟ้อง ให้บรรยายคำฟ้องให้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้อนุญาตได้มีคำสั่งอนุญาตฟ้องแล้ว พร้อมกับส่งหนังสืออนุญาตฟ้องไปพร้อมกับคำฟ้องด้วย
ข้อ ๑๙ คดีที่ได้รับอนุญาตให้ฟ้องแล้ว แต่ยังไม่ได้ตัวผู้ต้องหามา หรือผู้ต้องหาได้ลงชื่อรับทราบวันนัดตามข้อ ๘ วรรคสาม ไว้แล้วไม่มาตามนัด ให้พนักงานอัยการมีหนังสือแจ้งให้พนักงานสอบสวนจัดการให้ได้ตัวผู้ต้องหามายื่นฟ้องต่อศาลโดยเร็ว
ในกรณีที่พนักงานสอบสวนไม่อาจจัดการให้ได้ตัวผู้ต้องหามาฟ้องตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานอัยการแจ้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัด พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจผู้มีอำนาจ แล้วแต่กรณี จัดการให้ได้ตัวผู้ต้องหามาดำเนินคดีภายในอายุความฟ้องคดี
ประกาศ ณ วันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๙
ร้อยตำรวจตรี พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร
อัยการสูงสุด